คลังหลวงแห่งประเทศไทย ตอนที่ 1
๑๗ บทสรุป..การเก็บรักษาทุนสำรองใน "คลังหลวง" คือ หลักการและเจตนารมณ์ของบรรพบุรุษไทย | ๑๗ บทสรุป..การเก็บรักษาทุนสำรองใน "คลังหลวง" คือ หลักการและเจตนารมณ์ของบรรพบุรุษไทย |
|
|
|
จากประวัติศาสตร์การเงินการคลังของไทย “คลังหลวง” คือ สถานที่สำหรับเก็บรักษาทรัพย์สมบัติของแผ่นดิน โดยผู้ปกครองมีหน้าที่จัดหาทรัพย์สมบัติ และใช้จ่ายไปเพื่อสร้างความเจริญในด้านต่างๆ ตลอดถึงการเก็บรักษาสำรองไว้เป็นหลักประกันบ้านเมืองในยามฉุกเฉิน คลังหลวงน่าจะมีมาตั้งแต่เริ่มรวมตัวเป็นสังคมแล้วเนื่องจากการสร้างความเจริญจำเป็นต้องอาศัยการเงินการคลังเป็นรากฐาน แม้หน้าที่ของคลังจะแตกต่างกันไปตามลักษณะเศรษฐกิจของยุคนั้น จากสังคมอดีตที่รวบรวมผลประโยชน์จากแรงงานหรือสิ่งของมาใช้สอยโดยตรง ก็เพิ่มหน้าที่ด้วยการนำสิ่งของเหล่านั้นไปทำการค้า เมื่อเจริญมากขึ้นก็ใช้เงินตราเป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยน และเมื่อการติดต่อค้าขายกว้างขวางไปยังนานาประเทศก็ต้องมีระบบเงินตราที่เป็นสากล มั่นคง และน่าเชื่อถือ
จากตารางข้างต้นจะเห็นได้ว่า พระมหากษัตริย์ไทยในอดีตทรงจำเป็นต้องกันพระราชทรัพย์ในคลังหลวงจำนวนหนึ่งเก็บรักษาเป็น “ทุนสำรองแผ่นดิน” เพื่อความไม่ประมาทและเป็นหลักประกันบ้านเมืองในยามคับขัน พระราชทรัพย์ดังกล่าวได้รับการเก็บสะสมสืบต่อกันมายาวนานรุ่นแล้วรุ่นเล่า ต่อมาเมื่อไทยเสียกรุงให้กับพม่าทำให้พระมหากษตริย์ทรงเริ่มก่อตั้งทุนสำรองขึ้นใหม่และเก็บสะสมสืบทอดกันมาถึงรัชกาลที่ ๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ พระองค์ทรงมีพระปรีชาสามารถในการค้าเรือสำเภาทำให้มีรายได้เข้าคลังหลวงจำนวนมาก และยังทรงบริจาคพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จำนวน ๓ หมื่นชั่งเก็บรักษาไว้เป็น “ทุนสำรองแผ่นดิน” อีกด้วย ดังที่รู้จักกันในนาม “เงินถุงแดง” โดยในรัชกาลที่ ๔ และ ๕ ทั้งสองพระองค์ก็ทรงเก็บรักษาเป็นอย่างดี มิให้ปะปนกับพระราชทรัพย์อื่น จนกระทั่งในปี พ.ศ. ๒๔๓๖ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงจำเป็นต้องนำ “เงินถุงแดง” ออกไถ่บ้านไถ่เมือง นับเป็นการทำหน้าที่ครั้งสำคัญที่สุดของ “ทุนสำรองแผ่นดิน” ที่ช่วยรักษาเอกราชของชาติเอาไว้ได้ นอกจากนี้ในปีเดียวกันนั้นทรงเตรียมการไว้พร้อมสำหรับการนำเงินกระดาษออกใช้ แต่เนื่องจากไม่มี “ทุนสำรอง” เหลืออยู่ในคลังหลวง เรื่องดังกล่าวจึงต้องระงับไป จากนั้นพระองค์ทรงเริ่มต้นเก็บสะสม “ทุนสำรอง” ขึ้นใหม่ปรากฏเป็นรูปธรรมในปี พ.ศ. ๒๔๔๕ ใช้ชื่อเป็นทางการว่า “ทุนสำรองธนบัตร” เก็บรักษาในกรมธนบัตร ซึ่งทำให้ “ทุนสำรอง” มีบทบาทและหน้าที่เพิ่มขึ้นจากเดิมที่เก็บรักษาไว้เพื่อความไม่ประมาทเป็นการเก็บรักษาเพื่อใช้หนุนหลังธนบัตรเป็นการรับรองค่าของธนบัตรทุกใบ ต่อมาเมื่อภาวะเศรษฐกิจขยายตัวมีการติดต่อค้าขายกับต่างชาติมากขึ้นและเริ่มมีการกู้ยืมเงินจากต่างชาติมาลงทุน ทำให้พระองค์ทรงเพิ่มเงินจำนวน ๑๒ ล้านบาทสมทบเข้าทุนสำรองในกรมธนบัตร และเพิ่มบทบาทของทุนสำรองโดยทำหน้าที่เป็นหลักประกันในการติดต่อค้าขายระหว่างประเทศ และเป็นการรักษาเสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทไทยกับเงินตราต่างประเทศให้เป็นที่เชื่อถือในสายตาชาวโลกว่ามีระบบการเงินที่มั่นคงปลอดภัย · แม้จะเรียกนามของ “ทุนสำรอง” แตกต่างกันไปในแต่ละช่วง ตลอดทุกยุคสมัยท่านยึดถือหลักการแห่งความไม่ประมาท เมื่อหาทรัพย์มาได้ก็จะจัดสรรทรัพย์ ประวัติศาสตร์ได้จารึกสายทางดำเนินของ “ทุนสำรอง” มีจุดเริ่มต้นจากพระราชทรัพย์ของพระมหากษัตริย์ที่แยกเก็บรักษาไว้ใน “คลังหลวง” และได้รับการสืบทอดเจตนารมณ์อย่างต่อเนื่องยาวนานตามหลักธรรมว่าด้วยความไม่ประมาท ตามหลักโบราณราชประเพณี และตามหลักกฎหมายบ้านเมืองอย่างเข้มงวดกวดขัน และด้วยหลักการและเจตนารมณ์ที่มั่นคงไม่เปลี่ยนแปลงจากอดีตสู่ปัจจุบันเช่นนี้ ทำให้การดำรงรักษา “ทุนสำรองในคลังหลวง” เมื่อครั้งอดีตได้สืบสายทางต่อเนื่องกันมาจนกระทั่งเป็น “ทุนสำรองเงินตรา ฝ่ายออกบัตร ธนาคารแห่งประเทศไทย” ในสมัยปัจจุบัน จึงไม่มีความแตกต่างกันแต่อย่างใด การจะนำสินทรัพย์ในคลังหลวงออกมาใช้ในแต่ละครั้ง จึงต้องเป็นไปเพื่อกอบกู้วิกฤต เป็นไปเพื่อรักษาเอกราชของชาติไว้ หรือเป็นไปเพื่อพิทักษ์ผลประโยชน์ส่วนรวมให้ประเทศอยู่อย่างมั่นคงและสงบสุขเท่านั้น ท่านไม่ประสงค์ให้บุคคลใด คณะบุคคลใด หรือองค์กรใดเข้ามายึดถือเอาเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ท่านประสงค์ให้สมบัติกองนี้เป็นกรรมสิทธิ์ร่วมกันของคนไทยทั้งแผ่นดิน และมุ่งหวังให้เป็นมรดกตกทอดสู่ลูกหลานในภายหน้าเป็นสมบัติคู่ชาติบ้านเมืองเป็นการถาวร จึงจะสมดังเจตนารมณ์ของบรรพบุรุษ และแนวการปฏิบัติที่ท่านได้ปฏิบัตินำทางมาแต่โบราณ จนประจักษ์ชัดแล้วว่าเป็นสายทางดำเนินที่สมควรสืบทอดต่อไปนานเท่านานเพื่อการดำรงอยู่ชาติของสืบไป แผนภูมิแสดงลำดับการเก็บรักษา“ทุนสำรองในคลังหลวง”ตามราชประเพณี![]()
|
| < ก่อนหน้า |
|---|